“ปูม้า” อาชีพยั่งยืนของคนบ้านติงไหร
“เรามีทะเล ซึ่งเปรียบเสมือนธนาคารอยู่หน้าบ้าน” นี่คือเสียงบอกเล่าของ
ชาวบ้านติงไหรที่ประกอบอาชีพประมงมายาวนาน แต่การทำประมงก็ยัง
คงประสบกับปัญหามากมาย เช่น สัตว์น้ำมีให้จับน้อยลง เกิดการแย่งชิง
ทรัพยากร การว่างงาน การอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำหนีความยากจน
ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น
“เลี้ยงปูม้า” ทางเลือกที่มีเหตุมีผล
สภาพภูมิประเทศบริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดกระบี่ที่เป็นชายหาดยาว
ประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงและ
เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะที่บ้านติงไหร ตำบลเกาะศรีบอยา อำเภอ
เหนือคลอง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอ่าวกระบี่ที่มีคลื่นลมสงบตลอดทั้งปีและมี
กระแสน้ำนิ่ง และบริเวณนี้ยังจัดเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนด้วย
พื้นที่โดยรอบอ่าวยังอุดมไปด้วยหญ้าทะเล สาหร่ายผมนาง หอยกะพง
หอยแมลงภู่ที่เกิดตามธรรมชาติ
อดีตบ้านติงไหรมีทรัพยากรปูม้าที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นแหล่งที่มีปูม้า
ชุกชุมมาก จึงไม่มีใครคิดเลี้ยงปูม้า มีแต่จับอย่างเดียว ทำให้ทั้งปูม้า ปลา และสัตว์ทะเลอื่นๆเริ่มลดจำนวนลงบวกกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้
ชาวบ้านในพื้นที่ที่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลักมีความเป็นอยู่ลำบาก
ขึ้น ยิ่งหลังจากประสบภัยสึนามิที่เครื่องมือทำมาหากินและอุปกรณ์ทำ
ประมงหลงเหลือ เพียงซาก อีกทั้งการเข้ามาช่วยเหลือของหน่วยงาน
ต่างๆ บางครั้งก็หยิบยื่นให้แต่เม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

เมื่อทรัพยากรธรรมชาติกำลังจะหมดไป
ชาวบ้านติงไหรจึงเกิดความตระหนักและร่วมกันคิดหาทางเลือก
ในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นอย่างรู้ค่าและพอเพียง โดยเกิด
เป็นกระบวนการคิดและรวมกลุ่มกัน เรียนรู้ว่า ชุมชนตนเองก็มี
ทั้งสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมอุดมไปด้วยหญ้าทะเล ที่เหมาะ
สำหรับนำมาใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงปูม้าได้อย่างเพียงพอ
และการเลี้ยงปูม้ายังสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนมากกว่าสัตว์
น้ำชนิดอื่นๆเนื่องจากมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด
เพราะการออกไปทำประมงเพียงอย่างเดียวอาจมีรายได้ไม่
แน่นอน เนื่องจากต้องอาศัยคลื่นลมด้วย ซึ่งยามใดที่มีลมมรสุม
ก็ไม่สามารถออกไปจับปูปลาหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวได้
ปัญหาเหล่านี้ทำให้ชาวติงไหรตระหนักและเกิดการวมกลุ่มเพื่อ
สร้างทางเลือกให้กับอาชีพใหม่ที่น่าจะยั่งยืน กว่าการทำประมง
เพียงอย่างเดียว
ความรู้ : เงื่อนไขในการสร้างอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและพื้นที่ี่
การเลี้ยงปูม้าของชาวบ้านบ้านติงไหรนั้น ได้มีการสร้างคอกเลี้ยงปูม้า
ของชุมชนโดยวิธีช่วยกันลงแรง หาปูขนาดเล็กมาใส่ในคอกและหาอาหาร
มาเลี้ยงปู ส่วนการบริหารและจัดการคอกในขณะที่เลี้ยงนั้น ชาวบ้านจะร่วม
กันจัดหาวัสดุและลงแรงช่วยกันสร้างคอกปูม้ากันเอง โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุน
ส่งผลให้ต้นทุนในการเลี้ยงปูม้าต่ำว่าที่อื่น นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีการ
เลี้ยงปูม้าในคอกจาก “ศูนย์การเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะ
เลี้ยงปูม้าในบ่อดินและในที่ตื้นบริเวณชายฝั่งสู่ชุมชนต่างๆ” ซึ่งเป็น
ความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)และสมาคม
พัฒนาประชากรและชุมชน(Population and Community Development
Association: PDA) มาปรับใช้ อาทิ เรียนรู้การสร้างคอกปูม้า โดยจะออกแบบ
ระบบนิเวศน์ภายในคอกให้เหมาะสมสอดคล้องกับนิสัยของปูม้าคือ กั้นคอกเพื่อ
ให้ปูม้าได้มีโอกาสฟักตัวตามพื้นทราย และเติมสาหร่ายเส้นจำพวกสาหร่ายผม
นาง หรือหนามมงกุฎเพื่อให้ปูม้าใช้ในการหลบซ่อนตัวในช่วงที่กำลังลอกคราบ ซึ่งหากไม่มีที่หลบซ่อนจะมีปัญหาการกินกันเองได้ ทั้งนี้สาหร่ายยังช่วยให้ปูม้า
สามารถกำบังตัวเพื่อล่าเหยื่อจำพวกกุ้ง ลูกปลาตัวเล็กๆ และยังได้อาหารจำพวก
เยื่อใยจากสาหร่ายในคอกอีกด้วย ส่วนของอาหารที่ใช้เลี้ยงปูม้านั้นจะได้จากโป๊ะ
ที่ชุมชนสร้างขึ้น เพื่อดักจับอาหารมาเลี้ยงปูโดยขนาดของโป๊ะที่สร้างนี้ถูกออก
แบบให้มีขนาดเล็กเหมาะกับปริมาณสัตว์น้ำที่ต้องนำมาใช้เลี้ยงปูในแต่ละวัน
โดยผลพลอยได้จากโป๊ะนี้คยังมีปลาเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ปลาเบญจพรรณ ปลากะพง
และปลาเก๋าที่มีขนาดเล็กติดมาด้วย ชาวบ้านจึงนำปลาเหล่านี้ไปเลี้ยงในกระชัง
เพื่อสร้างรายได้ต่อไป ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ถือเป็นการจัดการทรัพยากรและ
แรงงานที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างฉลาดและบูรณาการ
ปัจจุบันกลุ่มคนเลี้ยงปูม้าในคอกบ้านติงไหรมีสมาชิกกลุ่มประมาณ
๑๓ คน โดยในกลุ่มได้สละเงินคนละ ๒,๐๐๐ บาทเพื่อใช้เป็นทุนหมุน
เวียนการดำเนินงานระยะแรก สร้างคอกปูและทยอยปล่อยปูจิ๋วและ
ปูเล็กที่จับจากบริเวณใกล้เคียง ด้วยลอบพับจำนวน ๖๐ ลูกลงเลี้ยง
ในคอก นอกจากปูเล็กและปูจิ๋วแล้ว ทางกลุ่มยังได้ซื้อปูไข่ฝาเพื่อให้คืน
ลูกปูสู่ทะเล จำนวนปูจิ๋ว ปูเล็กและปูไข่ที่ปล่อยเลี้ยงในคอกมีทั้งหมด
ประมาณ ๒,๖๑๑ ตัว โดยปูที่เลี้ยงในคอกที่บ้านติงไหร จะโตเร็วและ
มีสุขภาพดี ในระยะเวลา ๒ เดือนปูที่ปล่อยเลี้ยงประมาณร้อย ๑๐ ได้
เติบโตเป็นปูขนาด ๕-๖ ตัว/กก.จับขายได้ราคาประมาณกก.ละ ๗๐ บาท
(ราคาหน้าแพ) แต่ถ้าขายปูเป็นให้แก่ร้านอาหารในท้องถิ่นจะขายได้ใน
ราคาประมาณกก.ละ ๑๕๐ บาท(ราคาหน้าฟาร์ม)
ผลผลิตที่สามารถทำรายได้ให้แก่ชุมชมนอกจากปูม้าที่มีคุณภาพแล้ว
ยังมีปลาเศรษฐกิจชนิดต่างๆที่ปล่อยเลี้ยงร่วมในคอกปูม้าหรือ สาหร่าย
ขนนกซึ่งมีราคาและเป็นที่ต้องการตลาดนั้น กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา
ความเป็นไปได้ที่จะนำมาขยายพันธุ์เลี้ยงในคอกปู ซึ่งผลพลอยได้เหล่านี้
นอกจากจะได้ปูเป็นอาหารแล้ว ส่วนที่เหลือก็ยังสามารถนำไปขายและเป็น
ที่มาของรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่ง การรับรู้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะ
พึ่งตนเองทำให้ชุมชนประมงพื้นบ้านติงไหรเกิดความเข้มแข็ง มีศรัทธาและ
เชื่อมั่นว่า “การเลี้ยงปูม้าในคอกเป็นคำตอบที่ทางชุมชนต้องการ” จะเห็นได้
จากที่สมาชิกมีส่วนร่วมในโครงการอย่างไม่กลัวความเหนื่อยยาก ทำงานด้วย
ความสนุก จริงจังยอมเสียสละเวลาแรงงานและทุนทรัพย์เพื่อเป็นเงินทุนหมุน
เวียนในระยะแรก
ความสำเร็จนี้จึงเกิดจากการเลือกประกอบอาชีพที่เหมาะทั้งกับตนเองและ
ภูมิประเทศ อีกทั้งการรู้จักเลือกเดินทางสายกลางในการเลือกจับสัตว์น้ำที่โต
เต็มที่นั้น ก็เป็นการยึดหลักความพอประมาณ ไม่ใช้ทรัพยากรเกินขีดความ
สามารถของธรรมชาติที่จะรองรับ ทำให้ชาวบ้านได้มากกว่าที่ควรจะได้เสีย
อีก นอกจากนี้การที่ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ มีจิตสำนึกว่า “ปูม้า” เป็นของ
ส่วนรวมต้องช่วยกันดูแล รักษา รู้จักแบ่งปันซึ่งกันและกัน ถือเป็นการสร้าง
ภูมิคุ้มกันที่ดีให้ชุมชนในการตั้งรับกับปัญหาในทุกๆวิกฤตได้ต่อไป
ผศ.บรรจง เทียนส่งรัศมี
ผู้ประสานงานชุดโครงการปู
๔๔/๓ ซ.เรวดี ๔ ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี ๑๑๐๐๐ โทร. ๐-๒๕๘๘-๓๑๙๐
นายอภิสิทธิ์ บ้าเหร็ม
หัวหน้ากลุ่มชุมชนประมงบ้านติงไหร
๓๐ หมู่ ๕ ต.เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ๘๑๑๓๐








Leave your response!