เกษตรทางเลือก…ของคนคลองจินดา

“ ผักเรานั้นแสนถูก เพราะเราปลูกด้วยใจ” คงเป็นวลีที่คุ้นหูของลูกค้า
ผักปลอดสารพิษ ของกลุ่มเกษตรกรยั่งยืนคลองจินดา จากการทำสวนเกษตร
แบบปลอดสารเคมี โดยให้ธรรมชาติพึ่งพิงกันเอง มานานกว่า ๕ ปี แม้ว่าจะ
เป็นกลุ่มคนเล็กๆ แต่ทว่าได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการใช้ความรู้
ภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษในการจัดการสวนเพื่อผลิตผัก ผลไม้ที่เป็นมิตรต่อ
ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดสุขภาวะที่ดีต่อตนเองและคนในชุมชนได้ นอกจากนี้สวนเกษตรยังเป็นเสมือนห้องเรียนที่ร่มรื่น มีพืชพันธุ์ไม้หลากชนิด
เป็นตำราที่มีชีวิต มีเจ้าของสวนเป็นครูผู้เติมเต็มความรู้และมอบประสบการณ์
ที่ดีให้กับผู้ใฝ่รู้
รวมกลุ่มสร้างสุข… ด้วยเกษตรนอกกรอบ
ต.คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีดิน น้ำ อุดม
สมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกผัก ผลไม้เป็นอย่างยิ่ง แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา
ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี โดยพบว่ามีการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะ
เป็นปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง สูงถึง ๗๐ ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้สุขภาพของคน
ในชุมชนถดถอย สภาพแวดล้อมย่ำแย่ แต่ด้วยความตระหนักรู้ในปัญหา
ที่ชุมชนประสบอยู่ ในที่สุดจึงมีการรวมตัวกันเข้าสู่วิถีแห่งเกษตรปลอดสาร
ในนามของ กลุ่มเกษตรกรยั่งยืน คลองจินดา มีสมาชิกเพียง ๑๐ ครอบครัว
ในจำนวน ๒,๐๐๐ ครัวเรือน ของชุมชนคลองจินดาทั้งหมด มีการปลูกผัก
หลากชนิดเพื่อให้เกิดการพึ่งพิงกันตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของ
กลุ่ม แต่วิธีการจัดการภายในสวนก็ต่างกันไปตามความถนัดและสภาพพื้นที่
“เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีมาก พอเราได้เรียนรู้ว่ามันเป็นอันตรายต่อ
ตัวเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม จึงมีการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้น การปรับตัวเข้าสู่
เกษตรแบบปลอดสารต้องใช้เวลา ดังนั้นสวนของสมาชิกในกลุ่มจึงมีอยู่ ๓
รูปแบบ คือ สวนที่ลดการใช้สารเคมี สวนที่เลิกใช้สารเคมี และเมื่อสามารถ
ปรับตัวได้ ก็จะนำไปสู่สวนที่ปล่อยให้ธรรมชาติดูแลกันเองโดยที่ไม่ต้องใส่
ปุ๋ย ใส่ยา ได้ในที่สุด ” นาง ชุติมา น้อยนารถ แกนนำกลุ่ม เล่าให้ฟัง
นอกจากนี้ ยังเล่าถึงวิถีการพึ่งพิงของพืชว่า “สวนเกษตรที่มีความหลาก
หลายของพืชผักนั้น เป็นองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับมาจากปู่
ย่าตายายที่เล่าให้ฟังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เกี่ยวกับการเรียนรู้พันธุ์พืช ชีวิต
แมลง และวิถีธรรมชาติที่พึ่งพากัน เช่น การปลูกใบพลูกับต้นทองหลาง เมื่อใบทองหลางร่วงลงดินแล้วย่อยสลายต่อไปทำให้ดินอุดมสมบูรณ์พลู
จะงามสะพรั่ง หรือการพึ่งพากันของมะนาวกับต้นกระถินณรงค์ มะนาว
เป็นพืช ที่ไม่ชอบน้ำขังขณะที่กระถินณรงค์มีคุณสมบัติดูดซับน้ำทำให้
เกิดความพอดี และใบกระถินที่ร่วงลงน้ำก็เป็นปุ๋ยได้ โดยการโกยเลนมา
ใส่ไว้ที่ใต้ต้นมะนาวทำให้ได้มะนาวลูกใหญ่เปล่งปลั่ง
นอกจากนี้การปลูกต้นพริกไว้ใกล้ต้นกล้วย ถือเป็นการคืนสมดุลให้แก่กัน
และกันของพืช เนื่องจากพริกนั้นมีความเผ็ดร้อนต้นกล้วยมีน้ำมากสามารถ ให้ความเย็นจึงจะสังเกตเห็นได้ว่าพริกเป็นพืชที่ชอบน้ำ ”

สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ลองผิดลองถูกเรื่อยมา จนในที่สุดได้ค้นพบว่า
ความสมดุลคือสิ่งที่ธรรมชาติต้องการ ดังนั้นเมื่อสวนเหล่านี้ปราศจากสาร
เคมี ระบบนิเวศจึงเข้าสู่ภาวะปกติ จึงไม่น่าแปลกใจ หากยามค่ำคืนจะมี
หิ่งห้อยตัวน้อยนับร้อยๆ ตัวกลับมา เปล่งแสงระยิบระยับ หลังจากที่ภาพ
เหล่านี้ได้เลือนหายไปจาก คลองจินดา มานานหลายปี

ศึกษาเรียนรู้…สร้างความเข้าใจ ขยายตลาดผักปลอดสาร
แม้มีภูมิปัญญาแต่กลุ่มเกษตรกรฯ ยังประสบปัญหาด้านการตลาด เพราะ
ผลผลิตจากสวนปลอดสารนั้นจะไม่สวยงาม ยกตัวอย่างเช่น ผักมีรู ใบแกร็น
ผลไม้ลูกเล็ก จึงถูกโก่งราคาจากพ่อค้าคนกลาง ทางกลุ่มจึงตัดสินใจศึกษาหา
ความรู้ด้านการตลาด ด้วยการทำวิจัยเรื่อง “รูปแบบการตลาดที่เหมาะสมกับ
กลุ่มเกษตรกรแบบยั่งยืน ต. คลองจินดา” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงาน
กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค เมื่อปี ๒๕๔๕ โดยเกษตรกร
ได้นำพืชผลจากสวนไปขายเอง ตามตลาดต่างๆ และมีการสื่อสารกับลูกค้า
โดยตรง ชุติมาเล่าให้ฟังว่า “เนื่องจากผักปลอดสารพิษที่เราขายจะมีราคาสูง
กว่าในตลาดเล็กน้อย แต่ราคาเราคงที่ เช่น กล้วยหวีละ ๑๕ บาทตลอด จะไม่
มีการลดราคาและเพิ่มราคา แต่ลูกค้าก็ไม่บ่นเพราะเรามักจะบอกลูกค้าเสมอ
ว่า ผักผลไม้ของเราปลูกเอง ขายเอง ปลอดภัยแน่นอน อย่างผักบางชนิด เช่น
ผักหวาน ดอกขจร ที่ลูกค้าบางคนกินไม่เป็นก็จะบอกสูตรอาหารให้ไปทำด้วย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางที่ใส่ใจในสุขภาพ ” จากการทำงานวิจัย
เรื่องการตลาด ทำให้ทุกวันนี้กลุ่มเกษตรฯมีตลาดรองรับสินค้าและมีลูกค้าขา
ประจำ อยู่ ๓ แห่งหลักๆ ด้วยกัน คือ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา
มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม และปฐม
อโศก จ. นครปฐม พบว่าผักขายดีมาก แต่ทางกลุ่มเกษตรกรผลิตตามกำลัง
เท่านั้น ที่สำคัญไม่มีการตีตราความปลอดภัยจากหน่วยงานใด แต่การันตีด้วย
ความซื่อสัตย์ของผู้ผลิต

เมื่อตลาดขยายตัวขึ้นจึงทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น
นอกจากนี้สวนเกษตรปลอดสารของกลุ่มเกษตรกรคลองจินดาได้ปรากฏ
ตามสื่อต่างๆ ทำให้สถาบันการศึกษาทั้งในท้องถิ่นและภายนอกให้ความ
สนใจที่จะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีนักเรียน นักศึกษาเข้ามาศึกษาเรียนรู้
เรื่องระบบนิเวศ ระบบการตลาดชุมชนค่อนข้างมาก “ทุกครั้งที่มีคนมา
เยี่ยมที่สวน จะเล่าเรื่องวิถีการพึ่งพิงของพืชพันธุ์ชนิดต่างๆให้ฟัง รวม
ไปถึงเรื่องระบบนิเวศ เด็กนักเรียนจะชอบฟังเรื่องวิถีชีวิตของแมลงที่
อยู่ในสวน พวกเรามีความยินดีที่นอกจากสวนนี้จะเป็นวิถีชิวิตของเรา
แล้วยังเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้กับคนอื่นๆ ด้วย” บุญเสริม แก้วมาลัย เล่า
ให้ฟัง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
หากไม่มีความตระหนักว่าการใช้สารเคมีนั้นก่ออันตรายร้ายแรงแก่ตน
เองและผู้อื่นมากเพียงใดและขาดคุณธรรมจริยธรรมในการผลิตแล้วผลเสีย
ก็จะกลับมาที่ชาวคลองจินดาที่มีอัตราการเจ็บป่วยสูงขึ้นทุกปี ทรัพยากร
เสื่อมโทรม ทั้งดินและแหล่งน้ำ แต่ด้วยความรู้และความมีเหตุมีผลในการ
เลือกทางเดินของชุมชนที่เริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยตั้งใจจริง
ความซื่อสัตย์สุจริต การไม่ผลิตเกินกำลังที่ตัวเองมี โดยไม่ไปเร่งการเจริญ
เติบโตของพืชผักด้วยการใช้สารเคมี และมีชีวิตอยู่บน ความพอประมาณ ด้วยสมาชิกทุกคนหวังว่ากลุ่มเกษตรปลอดสารจะขยายปริมาณมากขึ้น
เพื่อนำไปสู่สุขภาวะที่ดีของคนคลองจินดาทุกครัวเรือนและผู้บริโภคทุกคน
สิ่งสำคัญที่สุด คือการได้สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้แก่ชุมชน ด้วยการพิสูจน์
ให้เห็นถึง “ความสุข” ในการเกษตรวิถีธรรมชาติ
ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งท่ามกลางสังคมเกษตรสมัยใหม่ที่มีการ
ใช้สารเคมีมากขึ้นขณะ
ชุติมา น้อยนารถ
กลุ่มเกษตรกรยั่งยืนคลองจินดา
๙๑/๒ หมู่ ๗ ต.คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม
โทร. ๐๘๙-๒๕๗๑๙๐๙





Leave your response!