สถาบันการเงินชุมชนพึ่งตนเอง
ปัจจุบันประเทศไทยยังมีคนอีกกว่า ๕๐ ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐ
ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน เด็ก ผู้สูงอายุ
และแรงงานนอกระบบ แม้จะมีการดำเนินงานของกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนเกิดขึ้นก็ตาม
แต่ส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องการออมเพื่อกู้เป็นหลักเท่านั้น ความความต้องการสวัสดิการที่
เป็นหลักประกันของชีวิตในยามเดือดร้อน เจ็บไข้ได้ป่วย จึงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท
สำนึกร่วมสังคมพอประมาณ
แต่ ที่ตำบลน้ำขาว จังหวัดสงขลา ทุกวันที่ ๑ ของเดือน เวลาบ่ายสองโมง จ
ะเห็นสมาชิกของกลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท เพื่อทำสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดสงขลา
ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ทยอยกันนำเงินมายื่นให้ฝ่ายบัญชีของกลุ่มเพื่อฝากเข้ากองทุนสวัสดิการ
โดยเงินนั้นมาจากการมีสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท ออมเก็บไว้และนำมาส่งตามกำหนด ด้วยความสมัครใจ
ลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท เพื่อทำสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดสงขลา
เป็นนวัตกรรมองค์กรการเงินชุมชนที่ ดร.ชบ ยอดแก้ว หรือ ครูชบ ผู้นำชุมชนได้พัฒนาขึ้น
จากประสบการณ์ทำสัจจะวันละ ๑ บาทที่จังหวัดลำปางแล้วนำมาประยุกต์แนวคิดสัจจะ
ลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท สำหรับใช้เป็นสวัสดิการภาคประชาชนขึ้น เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาคนให้เป็นคนดี
มีความสามารถ โดยใช้เงินเป็นเครื่องมือ จากกิจกรรมการออมเพื่อนำไปจัดสวัสดิการ
ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์อัน เกื้อกูลกัน ตลอดจนช่วยพัฒนาความสมดุลของทุนในชุมชน
โดยมีการจัดตั้งกลุ่มกองทุนขึ้นที่ตำบลน้ำขาว เป็นกลุ่มแรก เมื่อปี ๒๕๔๗
และมีรูปแบบบริหารการเงินคือ เมื่อออมได้ ๑๘๐ วัน เงินทั้งหมดจะถูกแบ่งเป็น ๓ ส่วน
คือ ๕๐ เปอร์เซนต์ตั้งไว้เพื่อจัดสวัสดิการ ๙ เรื่อง ๒๐ เปอร์เซนต์ตั้งเป็นกองทุนสำรอง
และอีก ๓๐ เปอร์เซนต์ตั้งเป็นกองทุนกู้ยืม สำหรับใช้ทำวิสาหกิจธุรกิจที่ไม่เอาเปรียบสังคม
หรือกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นต้น โดยมีกฎกติกามารยาทที่สมาชิกยอมรับและสมัครใจเข้าร่วม
สวัสดิการ 9 เรื่องของกลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท ฯ
๑. เกิด ให้ลูก ๕๐๐ บาท แม่นอนโรงพยาบาลได้คืนละ ๑๐๐ บาท ไม่เกิน ๕ คืน ปีละไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท
๒. แก่ จะได้เมื่อสัจจะครบตั้งแต่ ๑๕-๖๐ ปีขึ้นไปและมีอายุครบ ๖๐ ปี
โดยจะได้บำนาญเดือนละ ๓๐๐ – ๑,๒๐๐ บาท เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาสัจจะ
๓. เจ็บ นอนโรงพยาบาลได้คืนละ ๑๐๐ บาท ปีละไม่เกิน ๑๐ คืน
๔. ตาย จะได้เมื่อสัจจะครบ ๑๘๐ – ๕,๘๔๐ วัน ได้ค่าทำศพตั้งแต่ ๒,๕๐๐ -๓๐,๐๐๐ บาท เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาสัจจะ
๕. ทุนการศึกษา ยืมกองทุน ๓๐ เปอร์เซนต์
๖. คนด้อยโอกาส กองทุนจ่ายให้ นำไปฝากสัจจะ
๗. สวัสดิการคนทำงาน จ่ายให้คนละ ๑๓๐ บาทต่อวัน ฝากออม ๑๐๐ บาท ๓๐ บาทฝากสัจจะ
๘. สวัสดิการเงินกู้ ตายกองทุนจ่ายในวงเงินไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท และกู้มาแล้วไม่น้อยกว่า ๓๖๕ วัน
๙. สวัสดิการเงินฝาก ตายจ่ายให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกินวงเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท
แนวคิด “เจ็ดร่วม” ภูมิคุ้มกันภาคประชาชน
กลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาทฯ เกิดขึ้นจากแนวคิด “เจ็ดร่วม” ในการดำเนินการคือ
ร่วมคิด ร่วมตัดสิน ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติตามแผน ร่วมแก้ปัญหา ร่วมรับผลประโยชน์
ร่วมประเมินและขยายผล และมี ๖ ขั้นตอนในการพัฒนาคือ ขั้นจุดประกาย ขั้นให้ความรู้
ขั้นรับสมาชิก ขั้นติดตามผล ขั้นจ่ายสวัสดิการ และขั้นประเมินผลและขยายผล
ที่จังหวัดสงขลาการเรียนรู้แค่ขั้นจุดประกายและขั้นให้ความรู้ก็สามารถตั้ง กลุ่มได้
ปัจจุบันขยายครอบคลุมทั้งจังหวัด ๖๖ กลุ่ม สมาชิกเกือบ ๕ หมื่นคน เงินกองทุนกว่า ๑๖ ล้านบาท
การจัดสวัสดิการ ๙ เรื่องนั้น มีผู้ใช้ประโยชน์จริงแล้วทุกกรณี ส่งผลให้จำนวนสมาชิก
และเงินกองทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งการได้มาพบเจอกันในวันส่งเงิน และทุกวันที่ ๗ เ
พื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นประจำทั้งกรรมการและสมาชิกก่อห้เกิดความเข้า ใจเกิดจิตสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกัน
จะ เห็นว่ากลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท เพื่อสร้างสวัสดิการภาคประชาชน
ที่สงขลานี้เป็นการสร้างกลไกการดูแลตนเองของ ชุมชนตั้งแต่เกิด ชราภาพ กระทั่งเสียชีวิต
เป็นการสร้างกระบวนการพึ่งพาตนเองของชุมชนมากกว่าการรอพึ่งความช่วยเหลือจาก
หน่วยงานภายนอก และยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันชุมชนไปสู่วิถีความพอเพียงแนวทางหนึ่ง
ความสำเร็จของเครือข่ายสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท สำหรับสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดสงขลา
ถูกนำมาต่อยอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนเครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนอีก 4 แห่ง
ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการชุมชน คือ เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์พัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต
จังหวัดตราด ๑๖๔ กลุ่ม สมาชิกกว่า ๖ หมื่นคนในหลายจังหวัด มีเงินออมกว่า ๓๕๐ ล้านบาท
เครือข่ายองค์กรออมทรัพย์ชุมชนจังหวัดลำปาง ๑๖ กลุ่ม สมาชิกราว ๓,๖๐๐ คน
เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลกะหรอ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นการรวมกันของกองทุนหมู่บ้าน ๙ กลุ่ม
และมีการจัดสรรเงินสำหรับจัดสวัสดิการอยู่แล้วกว่า ๒.๗ ล้านบาท
เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลในคลองบางปลากด จังหวัดสมุทรปราการ ๑๓ กลุ่ม มีสมาชิกราว ๕,๒๐๐ คน
“แบ่งปันแนวคิด” เพื่อสร้างเศรษฐกิจพอเพียง
นวัตกรรมสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาททำสวัสดิการภาคประชาชนสงขลา
ถูกนำมาต่อยอด ยกระดับ ปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่ง
และยังนำความรู้จากการปฏิบัติกลับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องจาก
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นข้ามกลุ่ม เครือข่าย ดังที่ นายภีม ภคเมธาวี
ผู้ประสานงานโครงการวิจัยการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน
ภายใต้การสนับสนุนทุนจาก สกว.และ ศตจ. กล่าวถึงการต่อยอดกิจกรรมองค์การเงินชุมชน
จากการออมเพื่อกู้มาสู่การออม เพื่อจัดสวัสดิการช่วยเหลือกันของชุมชนว่า
“ กองทุนเพื่อสวัสดิการ มีจุดเริ่มมาจากการดำเนินงานของเครือข่ายลำปางที่ครูชบไปเห็นแล้วนำกลับมา
ปรับเปลี่ยนพัฒนาต่อที่จังหวัดสงขลา โดยแทรกไปกับกิจกรรมขององค์กรการเงินชุมชนเดิมที่ทำอยู่และรวมกันเป็นเครือ
ข่ายอยู่แล้ว จึงเกิดเครือข่ายสัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท ทำสวัสดิการ ๙ เรื่อง
ปัจจุบันพัฒนามาเป็นสมาคมสวัสดิการภาคประชาชนสงขลา เมื่อเครือข่ายสัจจะจังหวัดตราด
ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็นำไปทำเสริมกับ กิจกรรมกลุ่มสัจจะที่ทำอยู่เดิม
ตั้งเป็นกองทุนเมตตาธรรมทำบุญวันละ ๑ บาท ก้าวข้ามสวัสดิการไปเป็นเรื่องของการทำบุญ
ปัจจุบันทำไปแล้ว ๗๖ กลุ่ม มีสมาชิกประมาณ ๑๒,๐๐๐ คน มีเงินกองทุนกว่า ๔.๓ ล้านบาท
ส่วนเครือข่ายลำปางเมื่อได้มาเรียนรู้จากสงขลา และตราด และที่อื่น ๆ
เครือข่ายออมทรัพย์ ๔ กลุ่มจึงรวมกันแยกมาเป็น กลุ่มโซนใต้ จังหวัดลำปาง
ทำเรื่องกองทุนสวัสดิการ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า ๔,๐๐๐ คน มีเงินกองทุนกว่า ๒.๕ ล้านบาท
เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลกะหรอ จังหวัดนครศรีธรรมราช และ
เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลในคลองบางปลากด จังหวัดสมุทรปราการ
นำแนวคิดนี้ไปจัดตั้งกองทุนสวัสดิการขึ้นมาในระดับหมู่บ้าน โดยเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลกะหรอ
ที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับตำบล ที่พัฒนามาจากการได้เรียนรู้แนวคิดเรื่องการทำสวัสดิการภาคประชาชนแล้วนำ
กลับไปตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการระดับตำบลขึ้นมา ขณะที่ตำบลในคลองบางปลากด
มีการตั้งกองทุนสัจจะวันละ ๑ บาทขึ้นที่หมู่ ๕ แต่เปิดรับสมัครจากภายนอกด้วย”
จะเห็นว่า กองทุนสวัสดิการหรืออาจเรียกได้ว่า “สถาบันการเงินเพื่อสวัสดิการชุมชน”
ที่เกิดขึ้นเป็นนวัตกรรมในขบวนการองค์กรการเงินชุมชนที่ช่วยสร้างหลักประกันชีวิตที่ชุมชน
ทำได้เอง อีกทั้ง “กลไกการจัดการความรู้” ที่ นำมาใช้ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาทักษะความรู้
ความสามารถของคนที่ร่วมกระบวนการ ตั้งแต่ประชาชนที่เป็นสมาชิกของกลุ่มองค์กรการเงินต่าง ๆ
กรรมการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ/เอกชนจากหน่วยงานภาคนอก ทำให้เกิดการทำงานที่เรียนรู้กัน
เพื่อจะนำพลังที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เชื่อมเข้าสู่การขยายผลของภาครัฐที่ก่อร่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
โดยเห็นได้จากการเข้ามาเชื่อมต่อของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
กระทรวงการคลัง สำนักงานประกันสังคม และอื่น ๆ
กลไกจัดการความรู้ ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ ฝึกฝนตนเอง พึ่งพาช่วยเหลือกันในชุมชน
เกิดการพัฒนาคนที่มีสัจจะ วินัย และทาน ได้สร้าง “ทุนทางสังคม” คือ สวัสดิการ ความร่วมมือ
และสำนึกรักชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน อันนำไปสู่การเกิดสังคมดี คนมีความสุข
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดชุมชนเข้มแข็งและแก้ปัญหาความยากจนได้อย่าง ยั่งยืน
เพราะเกิดคนที่ คิดเป็น ทำเป็น และบริหารจัดการได้ภายใต้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นปรกติ
เพราะทุกคนมีคุณสมบัติของการ “ใส่ใจ แบ่งปัน เรียนรู้” อันเป็นภูมิคุ้มกันที่ทำให้องค์กรการเงินชุมชน
สามารถทำหน้าที่เพื่อเป็น แหล่งทุนและแหล่งเรียนรู้ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นชัดเจนกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ของทั้ง ๕ เครือข่าย
คือ ในระดับบุคคลผู้ที่เข้าร่วมกระบวนการ เกิดวิธีคิดและการปฏิบัติในการออมทรัพย์ของตนเอง
และขยายไปในครอบครัว กล่าวคือ การลดรายจ่ายทำให้เกิดรายได้เพิ่ม
“ยังใช้ชีวิตเดิมแต่มีเงินออมเพิ่มขึ้น” “มีสัจจะกับตนเองออมทุกวันทำให้ภูมิใจตัวเองมากขึ้น
เป็นตัวอย่างของลูกหลาน” ขณะที่สวัสดิการต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในด้านต่าง ๆ
ตั้งแต่เกิดจนตายนั้นก็สร้างความมั่นใจ และสร้างหลักประกันในชีวิตให้กับคนในชุมชนเพิ่มมากขึ้น เ
ห็นได้จากจำนวนสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
โครงการวิจัยการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน
หน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ศูนย์บริการวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ ๒๒๒ ต.ไทยบุรี อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ๘๐๑๖๑
โทรศัพท์ ๐ – ๗๕๖๗ – ๓๕๐๑ โทรสาร ๐ – ๗๕๖๗ – ๓๕๒๙









Leave your response!