เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
สังคมไทยในปัจจุบันกำลังให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ
เพื่อความพอเพียง เนื่องจากผ่านการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคมแล้วว่า
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่เหมาะกับสังคมไทยอย่างที่สุด รวมทั้งในช่วง
หลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นคำตอบสำหรับปัญหาทางเศรษฐกิจที่
ถาโถมเข้ามา ทุกวันนี้สังคมไทยรับรู้ร่วมกันว่าเศรษฐกิจพอเพียงมิใช่เรื่องของ
เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่ครอบคลุมไปเกือบทุกมิติที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของ
คนไทย โดยเฉพาะมิติด้านสังคมและวัฒนธรรมและคงไม่เกินเลยไปนัก ถ้าจะกล่าว
ว่าเศรษฐกิจพอเพียง ย่อมหมายรวมถึงเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันบนพื้นฐานแห่ง
ความเอื้ออาทร เปรียบเสมือนเศรษฐกิจแห่งภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของ
สังคมไทย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือการสืบสานภูมิปัญญาไทยและนำมาปรับใช้กับวิถี
ชีวิตเพื่อให้เกิดความเอื้ออาทรและแบ่งปัน ย่อมเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจ
แบบพอเพียงได้ในที่สุด
พอประมาณ…ด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน
ภาคเกษตรกรรมถือเป็นภาคการผลิตหลักของสังคมไทยมา ช้านาน เป็นภาคส่วน
ที่สร้างสมภูมิปัญญาขึ้นมามากมาย ภูมิปัญญาเหล่านี้นับเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่ายิ่ง
มีความสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และข้อจำกัดต่างๆ ของการผลิต แต่ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ภูมิปัญญาบางส่วนถูกละเลย
และมีไม่น้อยที่กำลังจะสูญหายไป สมควรอย่างยิ่งที่สังคมไทยจะต้องช่วยกันหาหนทาง
ฟื้นฟูภูมิปัญญาเหล่านี้ให้ กลับคืนมา
ทั้งนี้ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกต่าง เป็นองค์กรที่ทำงานส่งเสริมระบบเกษตรแบบยั่งยืนบนฐานภูมิปัญญาของสังคมไทยมา
อย่างยาวนาน
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ มีภารกิจหลัก
คือ พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งโครงการต้นแบบให้มีการนำ นโยบายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติมาปฏิบัติจริง เพื่อส่งเสริม และพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและการจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่เหมาะสม และนำไป สู่การพึ่งตนเองของเกษตรกรและชุมชนในด้านเศรษฐกิจ อาหาร ที่ดินทำกิน สิ่งแวดล้อมและ เพื่อความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนในการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนและการจัดการ ทรัพยากร
ต่อไป
ปัจจุบันมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ได้ก่อตั้งสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้น และปรับ
บทบาทมาทำงานทางวิชาการเพื่อ สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนให้แก่สังคมด้วยการ ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาศึกษานโยบายที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมยั่งยืน เผยแพร่
กิจกรรมที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเกษตรกรกับผู้
บริโภค ประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรการเกษตร องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการและหน่วยงาน รัฐที่เกี่ยวข้องกับการ พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนรวมถึงพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน
และองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืนประเทศไทย
สำหรับ “เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก” นับเป็นเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรพัฒนาเอกชน
และองค์กรชาวบ้านเพื่อพัฒนา ระบบเกษตรกรรมทางเลือกซึ่งเป็นระบบการผลิตที่สอดคล้องกับนิเวศวิทยา
ในแต่ละท้องถิ่นและสร้างการ พึ่งตนเองทางเศรษฐกิจของเกษตรกรรายย่อย โดยเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่
ปี พ.ศ.๒๕๓๒ ในระยะแรกได้ประสานให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรสมาชิกและชาวบ้าน ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมทางเลือก และเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์สู่สาธารณะและกลุ่มผู้บริโภค โดยนำเสนอแนวคิดตลาดทางเลือกและการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ควบ คู่กันไป นอกจาก
นั้น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกยังได้ร่วมกับองค์กรชาวบ้าน และองค์กรพันธมิตรในการพัฒนางาน
นโยบาย เช่น การร่วมวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ กำหนดให้เกษตรกรรมยั่งยืน หรือเกษตรกรรมทางเลือกเป็นระบบเกษตรกรรมที่รัฐต้อง ดำเนินการและให้การสนับสนุนการผลักดันพระราช บัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.๒๕๔๒การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรราย
ย่อย เป็นต้น

พัฒนาองค์ความรู้ …ภูมิคุ้มกันเกษตรกรไทย
ในระยะเวลาเกือบ ๑๗ ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกได้พัฒนา
องค์ความรู้ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนบนฐาน ความหลากหลายของระบบนิเวศ สังคม และวัฒนธรรมจนเกิดการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของสมาชิกในเครือข่าย เช่น การเลิก
ใช้สารเคมี การพัฒนาเทคนิคและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เหมาะสมและหลากหลาย ซึ่งช่วย ให้เกษตรกรในเครือข่ายสามารถพึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ มีความมั่นคงทางอาหาร มีระบบ การผลิตและผลผลิตที่เอื้อต่อสุขภาวะ มีการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคและสาธารณะชน ในการพัฒนา
ตลาดทางเลือก ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายด้านการเกษตรด้วย

จากประสบการณ์การทำงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ทำให้ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าแนวทางนี้
จะเป็นทางรอดสำคัญของเกษตรกรไทย เนื่องจากระบบเกษตรกรรมแบบยั่งยืน คือ ระบบเกษตรที่เกื้อกูลต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ
มีความเป็นธรรมทางสังคม เคารพในความเป็นมนุษย์และสอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน
และถือเป็นโลกทัศน์ ระบบคุณค่ารวมทั้งวิถีชีวิต โน้มนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างแบ่งปัน
และสันติสุขเกษตรกรรมยั่งยืนนับเป็นการผลิตที่ยึดโยงกับวัฎ จักรอาหารในระบบนิเวศ
ที่สร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลาย สามารถนำพาเศรษฐกิจของครอบครัวและชุมชนให้เกิดความพอเพียงได้

พันธุกรรมข้าวไทย..วิถีชีวิตเพื่อคนไทย
ภูมิปัญญา เกี่ยวกับพันธุกรรมพื้นบ้านนับเป็นภูมิปัญญาที่มีความสำคัญต่อระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เนื่องจากภูมิปัญญาเหล่านี้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ระบบนิเวศ สภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชุมชน การอนุรักษ์ความหลากหลายของพันธุกรรมพื้นบ้าน ถือเป็นการ
อนุรักษ์ฐานอาหารของชุมชน ทำให้ชุมชนเกิดความมั่นคงทางอาหารและนำไปสู่ความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจ เป็นไปตามวิถีของเศรษฐกิจที่เน้นความพอเพียงอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามความก้าว หน้าทางเทคโนโลยีทำให้ภูมิปัญญาด้านพันธุกรรมพื้นบ้านไม่ว่าจะด้านการอนุรักษ์พัฒนาและ ใช้ประโยชน์พันธุกรรมพื้นบ้านเหล่านี้ถูกลดความสำคัญลง แต่ให้ความสำคัญกับความรู้ที่เป็น
วิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น เกิดการละเลยพันธุกรรมพื้นบ้าน และหันมาพัฒนาพันธุกรรมชนิดใหม่
ขึ้นมาทดแทน ซึ่งปัจจุบันก้าวไปไกล จนถึงขั้นการดัดแปลงพันธุกรรมให้ได้ลักษณะที่ต้องการ เพื่อตอบสนองการบริโภคในระบบทุนนิยม และผลักดันพันธุกรรมดัดแปลงไปสู่การเพาะปลูก
ในพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ กลายเป็นระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตมาสนับสนุน
อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมี และยารักษาโรคต่างๆ ซึ่งมักจะเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีภาค
ธุรกิจเป็นเจ้าของ
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ การพัฒนาพันธุ์ข้าวแบบวิทยาศาสตร์ ที่นับวันจะถูก ส่งเสริมให้เข้ามาแทนที่การพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งหากพิจารณา อย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่าการพัฒนาพันธุ์ข้าวแบบวิทยาศาสตร์ เป็นการพัฒนาเพื่อ
ตอบสนองระบบตลาดเป็นสำคัญ มุ่งเน้นพัฒนาพันธุ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดและต้องมีการ ดูแลเป็นพิเศษซึ่งทำไม่ได้ในแปลงปลูกของชาวบ้าน ในขณะที่การพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย
ชาวบ้านคิดค้นเอง เป็นกระบวนการที่ชุมชนต้องเก็บข้อมูล เรียนรู้ คัดสรร สร้างความมีเหตุ
มีผลและปัญญาที่จะเป็นภูมิคุ้มกันของเกษตรกรพันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านคัดสรรแล้วจะสะท้อนถึง
การพิจารณาถึงความเหมาะสมกับวิถีชีวิต ลักษณะพื้นที่เพาะปลูก ความหลากหลายของพัน
ธุกรรม ดังนั้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวโดยชาวบ้านจึงเป็นภูมิปัญญาที่ควรต้องอนุรักษ์และพัฒนา
ให้คงอยู่คู่กับสังคมไทยสืบไป
ทั้งนี้ มีตัวอย่างของเกษตรกรหลายท่านที่ได้ปรับใช้ภูมิปัญญาด้านพันธุกรรมพื้นบ้าน
จนทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง เช่น พ่อบุบผา สารรัตน์ เกษตรกรแห่งบ้านนาวี
ตำบลศรีวิลัย อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ทำการอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์ข้าว
พื้นบ้านไว้รวมกว่ายี่สิบสายพันธุ์ และจวบจนถึงวันนี้พ่อบุบผาได้ข้อสรุปแล้วว่าการ
เกษตร โดยเน้นธรรมชาติและใช้พันธุกรรมท้องถิ่นเท่านั้นจึงจะเกิดระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ครอบครัวไม่ลงทุนผลิตสูงเกินความจำเป็น ไม่มีภาระหนี้สิน เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร
มีความปลอดภัยและมั่นใจในการบริโภค มีความเอื้ออาทรต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม
และสิ่งแวดล้อม เหล่านี้จึงจะได้ชื่อว่าคือเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นทางรอดของเกษตรกร
ไทย ทางรอดที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง…

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
๙๑๒ ซอยงามวงศ์วาน ๓๑ (ซ่อยย่อยที่ ๗) อ.เมือง จ.นนทบุรี ๑๑๐๐๐
แขวงบางกะปิ โทรศัพท์/โทรสาร: ๐-๒๕๙๑ – ๑๑๙๕ – ๖ , ๐ – ๒๕๘๐ – ๒๐๓๕
email :sathai@sathai.org website:http://www.sathai.org

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
๙๑๒ ซอยงามวงศ์วาน ๓๑ (ซ่อยย่อยที่ ๗ ) อ.เมือง จ.นนทบุรี ๑๑๐๐๐
โทรศัพท์/โทรสาร: ๐-๒๕๙๑ – ๑๑๙๕ – ๖ , ๐ – ๒๕๘๐ – ๒๐๓๕
email :annet@ksc.th.com website :http://www.thaiaan.ne
ข้อมูลจาก www.sedb.org







Leave your response!