คำพูดคุณพ่อ

การชี้นำจากคำพูดคุณพ่อ ที่จะช่วยยกระดับจิตใจของเราให้เข้มแข็งขึ้น ในการไปสู่การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคมและโลกแห่งความรักที่แท้จริง

ชุมชนตัวอย่าง

เยียมชมชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง… ที่สามารถนำมาเป็นแรงบันดาลใจ หรือไอเดียในการสร้างชุมชนครอบครัว รับพรที่เป็นแก่นสารในอนาคต

ศานติในเรือนใจ

เรียนรู้ศิลปะในการดำเนินชีวิต อย่างมีสติและผาสุก…จากคำสอน ของศาสดา..และปราชญ์

อาหารน่ากิน

หลากหลายสูตรการทำอาหาร เหมาะสำหรับแม่บ้านและพ่อบ้าน ที่ต้องการพัฒนาเสนห์ปลายจวัก ในครอบครัว

เศรษฐกิจชุมชน

หลากหลายภูมิปัญญา อันเป็นคลังวิชาชีพ เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชน ของหมู่บ้านครอบครัวที่รับพร ที่เป็นแก่นสารในอนาคต

Home » ภาวะโลกร้อน

คาร์บอนเครดิตไทยมี 4.5 หมื่นล้าน

Submitted by joy kausil on Monday, 29 September 2008No Comment

ภาวะโลกร้อน” เป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกกำลังตระหนัก

Global Warming หรือภาวะโลกร้อน หมายถึง ปรากฏการณ์
อันเนื่องมาจากการที่โลก ไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้
จึงทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกสูงขึ้น สาเหตุหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้น
เพราะทุกวันนี้โลกถูกปกคลุมไปด้วยก๊าซเรือนกระจก ในปริมาณที่เกิน
ดุลธรรมชาติ

ก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีสภาพคล้ายฟิล์มบางๆ ปิดกั้นชั้นบรรยากาศเป็นตัวกัก
เก็บความร้อนไม่ให้สะท้อนออกนอกผิวโลก จึงทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น

มีพันธกรณี ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ ร้อยละ 5.2

ระหว่างนี้ แม้ว่าประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกอยู่ใน
กลุ่มบัญชีที่ 2 ยังไม่มีพันธกรณีต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามอนุสัญญาฯ

แต่ในพิธีสารเกียวโต ได้เปิดโอกาสให้ประเทศในกลุ่มบัญชีที่ 1 สามารถเข้าไปดำเนิน
กิจกรรมบางอย่างในกลุ่มประเทศบัญชีที่ 2 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้ลดลงได้ จากการดำเนินกิจกรรมบางอย่างในประเทศกำลัง
พัฒนา สามารถนำไปใช้คำนวณออกมาเป็นเครดิต เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” หรือเรียก
สั้นๆ ว่า ซี.เครดิต

ตัวอย่างกิจกรรม หรือสิ่งที่สามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อใช้ทดแทน หรือ
ลบล้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศ ที่พัฒนาแล้ว

เช่น การส่งเสริมให้มีป่าไม้ที่สมบูรณ์ หรือการใช้พลังงานทดแทน ผลิตกระแสไฟฟ้าแทนน้ำมัน
เชื้อเพลิง

มีการประเมินว่า สภาพผืนป่าที่สมบูรณ์ 1 เอเคอร์ หรือราว 2.5 ไร่ ต้นไม้สามารถดูดซับก๊าซคาร์
บอนไดออกไซด์ เก็บไว้ในรูปธาตุคาร์บอน ได้ราว 2 ตันคาร์บอน

การใช้พลังงานแสงแดด ผลิตกระแสไฟฟ้า 1 หน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง แทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง สามารถเทียบคำนวณออกมาเป็นคาร์บอนเครดิตได้ 0.6 กิโลกรัม

ในพิธีสารเกียวโต อนุโลมให้ประเทศอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ต้นตอของปัญหาภาวะโลกร้อน สามารถนำคาร์บอนเครดิต ซึ่งประเทศกำลัง
พัฒนาขายให้ ไปหักลบออกจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้น
เสมือนเป็นการไถ่บาปถ้านับจำนวนบาปที่ต้องไถ่ เวลานี้สหรัฐอเมริกา
เป็นประเทศที่จำเป็นต้องจัดหา “คาร์บอนเครดิต” ไว้ไถ่บาปมากที่สุด
เพราะเป็นประเทศพัฒนา ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากที่สุด

รองลงมาคือ ญี่ปุ่น และจีน

ส่วนประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย เวลานี้มีแนวคิด แตกออกเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นต้องจัดหาคาร์บอนเครดิตไว้ใช้หักลบกับมลพิษ
ที่ภาคอุตสาหกรรมไทยเป็นผู้ก่อ ไทยจึงมีโอกาสนำเครดิตที่ได้จากผืนป่าปลูก
นับแสนไร่นำไปขายให้ หรือแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์บางอย่าง จากประเทศ
อุตสาหกรรม

ขณะที่อีกฝ่าย เห็นว่า ถึงอย่างไรในอนาคต ไทยจำเป็นต้องลดปริมาณการผลิต
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามพันธสัญญาในพิธีสารเกียวโตอยู่ดี

การดำรงผืนป่าปลูก ที่มีอยู่นับแสนไร่เอาไว้ ย่อมเป็นเครดิตอย่างดีให้เราสามารถ
ยืนยันกับทั่วโลกได้ว่า เมืองไทยได้ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว

หากวันนี้ไทยตัดสินใจขายคาร์บอนเครดิตให้ต่างชาติ ถึงเวลานั้นเราอาจไม่เหลือ
เครดิตไว้ใช้ และอาจต้องหันไปซื้อหาจากประเทศอื่น ในราคาที่แพงกว่าปัจจุบัน

ปัจจุบันในตลาดโลก มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต จากการใช้ป่าเป็นแหล่งดูดซับ
ก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า Carbon Sink ในราคาเฉลี่ยตันละ 15 เหรียญสหรัฐฯ

ขณะนี้ ไทยมีพื้นที่ป่าปลูก (ไม่รวมป่าขึ้นเองธรรมชาติ) ในความดูแลขององค์การ
อุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ประมาณ 150,000 ไร่

อ.อ.ป. เคยคำนวณไว้ว่า โดยเฉลี่ยพื้นที่ป่าปลูก 1 ไร่ มีต้นไม้ 100 ต้น
ถ้าไทยตัดสินใจขายคาร์บอนเครดิตจากป่าปลูกจำนวน 150,000 ไร่ที่มีอยู่
จะมีรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 45,000 ล้านบาท

เมื่อความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย จึงต้องหาความเห็นจากฝ่ายที่เป็นกลาง

ผศ.ดร.สคาร ทีจันทึก รองหัวหน้าภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ความเห็นของฝ่ายที่อยากเก็บคาร์บอนเครดิต
ไว้เป็นเครดิตให้ไทยได้ใช้ในวันข้างหน้า แม้จะเป็นมุมมองที่ถูกต้อง แต่ถูกเพียง
ครึ่งเดียว

“คำว่า คาร์บอนเครดิต หมายถึง ปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่
ต้นไม้นำไปใช้ในการเติบโตของลำต้นและส่วนต่างๆ ในแต่ละช่วงอายุต้นไม้จะสะสม
ไว้ในรูปธาตุคาร์บอน ที่ตรวจวัดได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์” ดร.สคาร ให้คำนิยาม

เขาบอกว่า “คาร์บอนเครดิต” จึงเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการปลูกต้นไม้ ในแต่ละช่วง
อายุไม่ใช่การขายผืนป่า หรือขายกรรมสิทธิ์ในต้นไม้ให้ใคร ตามที่บางคนเข้าใจผิด

ดร.สคารบอกว่า อาจมีผู้สงสัย ประเทศที่ก่อภาวะโลกร้อน กับประเทศที่ขายคาร์บอน
เครดิตให้อยู่ห่างคนละซีกโลก จะดูดซับคาร์บอนเครดิตไปหักล้างกันได้อย่างไร

คำเฉลย ก็คือ ระบบนิเวศน์ใหญ่ของโลก จะมีการไหลเวียนถ่ายเทใน
ลักษณะ “ชีวมณฑล” ถึงกันหมด หรือที่เรียกว่า Biosphere จึงเกิดอิทธิพล
ดูดซับถึงกันได้ทั่วโลก

ดร.สคารบอกว่า เคยมีการศึกษาในต้นยูคาลิปตัสอายุ 4 ปี ซึ่งมี
น้ำหนักแห้ง ประมาณ 100 กก. พบว่า มีธาตุคาร์บอนที่ต้นยูคาฯ
เก็บกักไว้ในเนื้อไม้ประมาณ 48-50% หรือคิดเป็นน้ำหนัก 48-50 กก.

แต่เมื่อปล่อยให้ต้นยูคาฯอายุ 4 ปี เติบโตต่อไปจนถึงอายุ 6 ปี ปริมาณ
คาร์บอนที่สะสมไว้ในเนื้อไม้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 66% หรือคิดเป็นน้ำหนัก 66 กก.

“การคำนวณหาปริมาณคาร์บอนเครดิตในเนื้อไม้ จะคิดกันเป็นช่วงๆ อายุ
ในขณะที่ทำการตรวจวัด” ดร.สคาร ว่า

เช่น ต้นยูคาลิปตัส อายุ 4 ปี หลังจากวัดคาร์บอนเครดิตเรียบร้อย และมีการ
ตกลงซื้อขายเครดิตกันแล้ว เจ้าของไม้จะตัดไม้ขายเลยทันทีก็ได้ เพราะไม่
เกี่ยวกัน ถือว่าไม้เหล่านั้นได้ดูดซับเอาคาร์บอนไว้แล้ว ณ ช่วงเวลาหนึ่ง

หรือช่วงที่ไม้อายุ 4 ปี เจ้าของขายคาร์บอนเครดิตไปแล้ว 1 รอบ แต่ยังไม่
ตัดไม้ขาย รอจนกว่าไม้มีอายุ 6 ปี ค่อยขายคาร์บอนเครดิตอีกรอบ แล้ว
จึงตัดไม้ อย่างนี้ก็ทำได้

ดร.สคารสรุปว่า ดังนั้น หากเมืองไทยสามารถส่งเสริมให้มีการปลูกป่ามากขึ้น
กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ ปัจจุบัน อ.อ.ป.ปลูกป่าไว้ 1.5 แสนไร่
เอกชนปลูกไว้อีกประมาณ 2 ล้านไร่

รวมกันวันนี้เมืองไทยมีป่าปลูกทั้งสิ้นราว 2.15 ล้านไร่

ดังนั้น ถ้าสามารถส่งเสริม หรือขยายพื้นที่ปลูกป่าทั่วประเทศได้มากกว่า 2.15 ล้าน
ไร่ การที่เอกชน หรือ อ.อ.ป. จะตัดสินใจขายคาร์บอนเครดิต เอาเงินมาใช้ก่อนที่
จะตัดไม้ขาย ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ดร.สคาร ทิ้งท้าย
“ที่สำคัญ หลังขายเครดิตไปแล้ว อย่าชะล่าใจ ควรรีบนำเงินส่วนหนึ่งไป
เพิ่มพื้นที่ปลูกป่าให้มากขึ้น ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ก็อย่าไปขายมัน ก็เท่านั้น”.

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.